พบข้อมูลใหม่ สาเหตุที่ทำให้ ไดโนเสาร์ สูญพันธุ์

  โพสเมื่อ: วันพุธ 12 ธันวาคม 2555, หมวดหมู่ ไลฟ์สไตล์ เข้าดู 1,266 views

แชร์ข่าว

ข้อมูลใหม่หนุนทฤษฎีไดโนเสาร์สูญพันธุ์จากภูเขาไฟระเบิด ไม่ใช่อุกกาบาตพุ่งชน (เครดิตภาพ Gerta Keller/NSF/ไลฟ์ไซน์)

มีหลายสาเหตุว่าทำไมไดโนเสาร์ถึงสูญพันธุ์ ส่วนใหญ่จะยอมรับว่าสาเหตุที่ “ไดโนเสาร์” สูญพันธุ์นั้นเกิดจากอุกกาบาตพุ่งชนโลก แต่ก็ยังมีหลายทฤษฎีที่แย้งทฤษฎีดังกล่าว และหนึ่งในนั้นคือทฤษฎีเกี่ยวกับการระเบิดของภูเขาไฟที่เป็นต้นเหตุของการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์  และล่าสุดได้มีข้อมูลใหม่ที่สนับสนุนว่าไดโนเสาร์ไม่ได้สูญพันธุ์จากสาเหตุนอกโลก

   การพบข้อมูลจากงานวิจัยใหม่ได้ระบุว่า เมื่อหลายสิบล้านปีก่อนลาวาที่ไหลจากพื้นที่ภูเขาไฟเดคคันแทรปส์ (Deccan Traps) ซึ่งปัจจุบันอยู่ใกล้เมืองมุมไบของอินเดียอาจพ่นซัลเฟอร์และคาร์บอนไดออกไซด์ในระดับที่เป็นพิษสู่ชั้นบรรยากาศ และเป็นสาเหตุของการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ เนื่องจากทำให้เกิดภาวะโลกร้อนและน้ำในมหาสมุทรเป็นกรด
   

เดคคันแทรปส์ในอินเดียซึ่งไม่ปรากฏกิจกรรมภูเขาไฟแล้ว (Gerta Keller/ไลฟ์ไซน์)

   รายงานของไลฟ์ไซน์ระบุว่า ข้อมูลดังกล่าวถูกนำเสนอภายในการประชุมของสหพันธ์ธรณีฟิสิกส์อเมริกัน (American Geophysical Union) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่ามกลางการถกเถียงทางวิชาการว่า ระหว่างถูกอุกกาบาตพุ่งชนหรือการระเบิดของภูเขาไฟ อะไรคือสาเหตุการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์เมื่อประมาณ 65 ล้านปีก่อน ซึ่งรู้จักกันอีกชื่อว่าการสูญพันธุ์เคที (K-T extinction)
   
   เกอร์ตา เคลเลอร์ (Gerta Keller) นักธรณีวิทยาจากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน (Princeton University) สหรัฐฯ เป็นผู้ที่โต้แย้งมาหลายปีว่า แท้จริงแล้วกิจกรรมภูเขาไฟคือสิ่งที่ทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์กล่าวว่า ข้อมูลใหม่จากงานวิจัยที่เขานำทีมศึกษานี้ เป็นเสียงปลุกให้เราต้องกลับมาประเมินกันใหม่ว่า อะไรคือสาเหตุที่แท้ของการสูญพันธุ์เคที
   
   ขณะที่ผู้สนับสนุนทฤษฎีไดโนเสาร์สูญพันธุ์จากอุกกาบาตยักษ์พุ่งชนโลกที่ชิคซูลูบ (Chicxulub) เม็กซิโก เมื่อราว 65 ล้านปีก่อนแย้งว่า การพุ่งชนดังกล่าวได้ปลดปล่อยฝุ่นและก๊าซที่เป็นพิษสู่ชั้นบรรยากาศ กั้นแสงอาทิตย์จนความหนาวเย็นแผ่ซ่านไปทั่ว และอุดตันการหายใจของไดโนเสาร์และเป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิตในทะเล และยังอาจกระตุ้นให้เกิดภูเขาไฟระเบิด แผ่นดินไหวและสึนามิ
   
   หากแต่ อีริค ฟอนท์ (Eric Font) นักธรณีวิทยาจากมหาวิทยาลัยลิสบอน (University of Lisbon) โปรตุเกส ซึ่งไม่ได้มีส่วนในงานวิจัยใหม่นี้ ให้ความเห็นว่า ข้อมูลจากงานวิจัยใหม่ได้แสดงให้เห็นชัดเจนว่าเหตุการณ์ที่เดคคันแทรปส์นั้นเกิดขึ้นก่อนการสูญพันธุ์ครั้งใหม่ไม่นาน และอาจมีส่วนทำให้เกิดการสูญพันธุ์ในบางส่วนหรือการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ได้
   
   ทั้งนี้ เมื่อปี 2009 บริษัทน้ำมันได้ขุดเจาะชายฝั่งตะวันออกของอินเดีย และพบตะกอนดินที่มีลาวาเก่าจาก 2 ยุคทับถมและถูกฝั่งอยู่ใต้ผิวมหาสมุทรประมาณ 3.3 กิโลเมตร ซึ่งเคลเลอร์และทีมวิจัยของเธอได้รับสิทธิในการเข้าไปวิเคราะห์ตะกอนดินดังกล่าว และพบว่าตะกอนดินนั้นเต็มไปด้วยฟอสซิลจากรอยต่อระหว่างยุคครเตเชียส (Cretaceous) และยุคเททอร์เทียรี (Tertiary) หรือรอยต่อเคที (K-T Boundary) ซึ่งเป็นช่วงที่ไดโนเสาร์ถูกกวาดล้างไปจากโลก
   
   อาดาท ธีแยร์รี (Adatte Thierry) นักธรณีวิทยาจากมหาวิทยาลัยโลซาน (University of Lausanne) ในฝรั่งเศส ผู้ร่วมวิจัยกับเคลเลอร์กล่าวว่า ตะกอนดินดังกล่าวถูกเจาะพรุนไปด้วยชั้นของลาวา ซึ่งเดินทางไกลราวๆ 1,600 กิโลเมตรจากเดคคันแทรปส์ ปัจจุบันอาณาบริเวณที่ได้รับผลกระทบจากภูเขาไฟแผ่กว้างกินพื้นที่พอๆ กับประเทศฝรั่งเศส แต่เมื่อครั้งที่ภูเขาไฟปะทุในยุคครีเตเชียสนั้นกินพื้นที่เกือบเท่าทวีปยุโรปในตอนนี้

ในภาพ ฟอสซิลในอินเดียที่เผยให้เห็นว่า แพลงก์ตอนมีขนาดเล็กลง ใีความซับซ้อนของเปลือกน้อยลง ซึ่งชี้ว่าซัลเฟอรืและคาร์บอนไดออกไซด์จากภูเขาไฟซึ่งเป็นสาเหตุให้มหาสมุทรเป็นกรดและทำให้ชีวิตในทะเลส่วนใหย่ตายลง (Gerta Keller/ไลฟ์ไซน์)

 

   ในร่องรอยของฟอสซิลเผยให้เห็นแพลงก์ตอนที่มีจำนวนน้อยกว่า ขนาดเล็กกว่าและมีเปลือกที่ซับซ้อนน้อยกว่าอยู่ในชั้นถัดจากลาวาไม่มาก ซึ่งเป็นสิ่งที่บ่งชี้ว่าสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นเกิดขึ้นในช่วงเวลาไม่กี่ปีหลังภูเขาไฟปะทุ โดยสิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่ค่อยๆ ตายลง
   
   ท่ามกลางสิ่งมีชีวิตที่มีอยู่น้อยนั้น ก็มีสิ่งมีชีวิตในสกุลแพลงก์ตอนที่ทรหด มีขนาดเล็กและมีโครงสร้างแข็งภายนอกที่ไม่สามารถจัดเข้าพวกใดได้ ชื่อว่า “กิมบิลิเทรีย” (Guembilitria) โผล่ขึ้นมาในฟอสซิล และทีมของเคลเลอร์พบแนวโน้มคล้ายๆ กันนี้จากการวิเคราะห์ตะกอนดินทะเลที่พบในอียิปต์ อิสราเอล สเปน อิตาลี และในเท็กซัส สหรัฐฯ โดยพบกิมบิลิเทรียปรากฏในฟอสซิล 80-98% ขณะที่สิ่งมีชีวิตสปีชีส์อื่นๆ นั้นหายไปหมด
   
   “เราเรียกมันว่านักฉวยโอกาสจากหายนะ มันเหมือนกันแมลงสาบ ซึ่งขณะที่ทุกอย่างนั้นกำลังเลวร้าย มันกลายเป็นสิ่งเดียวที่อยู่รอดและเจริญเติบโตได้” เคลเลอร์กล่าว
   
   กิมบิลิเทรียอาจครองโลกในช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยซัลเฟอร์ปริมาณมากจากการปลดปล่อยของภูเขาไฟเดคคันแทรปส์และก่อให้เกิดฝนกรดตกสู่มหาสมุทร แล้วสร้างพันธะทางเคมีกับแคลเซียม จนอยู่ในรูปที่สิ่งมีชีวิตในทะเลไม่อาจนำไปใช้เพื่อสร้างเปลือกและโครงสร้างกระดูกได้
   
   สำหรับงานที่ผ่านมาของทีมเคลเลอร์พวกเขาได้พบหลักฐานที่ชิคซูลูบ ซึ่งฉายแววสิ่งที่น่าเคลือบแคลงเกี่ยวกับการเป็นสาเหตุให้เกิดการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่เนื่องจากอุกกาบาตพุ่งชนโลก โดยพวกเขาพบตะกอนดินที่มีธาตุเออริเดียม อันเป็นส่วนประกอบทางเคมีที่สำคัญของอุกกาบาตในช่วงเวลาหลังการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่เกิดขึ้นแล้ว ซึ่งเธอกล่าวว่าเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับความเชื่อว่า อุกกาบาตเป็นสาเหตุให้เกิดการตายอย่างฉับพลัน
   
   นอกจากนี้เคลเลอร์ยังกล่าวอีกว่า การพุ่งชนของอุกกาบาตนั้นไม่น่าจะทำให้เกิดซัลเฟอร์และคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นพิษได้มากพอ ที่จะสัมพันธ์กับระดับที่พบในหินต่างๆ โดยเป็นไปได้ว่าอุกกาบาตอาจเสริมให้การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่เลวร้ายลงไป แต่ไม่น่าจะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์
   
   “อุกกาบาตนั้นเล็กเกินกว่าจะเป็นสาเหตุของการสูญพันธุ์” เคลเลอร์กล่าว

 



ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็นสำหรับเรื่องนี้.....

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็น

ข่าวฮิตตามกระแส